Search
  • Pemika T.

Executives' Voice : ไม่เดือดร้อน แล้วกู้ทำไม ?

คุณกอบลาภ ผู้ก่อตั้งและดีไซเนอร์ UX/UI ของแพลตฟอร์ม NestiFly

จากผู้ที่เข้าใจพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้า สู่จุดเริ่มต้นธุรกิจทางการเงินรูปแบบใหม่อย่าง NestiFly





“การไม่เป็นหนี้เป็นบุญอันประเสริฐ” เป็นคติที่หลาย ๆ คนคุ้นหูกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เป็นคำสอนที่มีตั้งแต่โบราณเพื่อให้ลูก ๆ หลาน ๆ ได้ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง อย่าไปก่อหนี้ในสิ่งที่ไม่จำเป็นจนเกินตัวและกลายเป็นภาระทำให้ตัวเองหรือครอบครัวเดือดร้อนได้ คำสอนเหล่านี้เลยทำให้คนส่วนใหญ่กลัวการกู้หนี้ยืมสิน ในขณะที่ความเป็นจริงนั้น การกู้ต้องแบ่งเป็นสามแบบคือ...


  1. การกู้ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการกู้เพื่อบริโภค เช่นกู้ไปซื้อรถ โทรศัพท์มือถือ ที่ไม่ได้ใช้ทำมาหากิน และเป็นการบริโภคในทรัพย์ที่เสื่อมค่าตามการเวลา อันนี้มีโอกาสที่จะกลายเป็นภาระในอนาคตค่อนข้างสูง

  2. การกู้เพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมบ้าน ค่าใช่จ่ายด้านการศึกษา

  3. การใช้เงินกู้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น การกู้ไปลงทุน ขยาย หรือเสริมสภาพคล่องเงินทุนหมุนเวียนให้กับธุรกิจ เงินที่กู้ไปมีโอกาสเพิ่มมูลค่าจากกำไรธุรกิจ


แม้ว่าสินเชื่อ Share Loan by NestiFly จะเป็นสินเชื่อที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้กู้ได้ทุกรูปแบบ แต่ที่จริงแล้วนั้นสินเชื่อ Share Loan ได้ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs)

เราจะเห็นได้ว่าการกู้ที่ควรระวังตามคำสอนคือ การกู้แบบในข้อ 1 และข้อ 2 แต่ในขณะที่การกู้ในลักษณะข้อ 3 นั้นสามารถสร้างประโยชน์ทางการเงินให้กับผู้กู้ได้ แม้ว่าสินเชื่อ Share Loan by NestiFly จะเป็นสินเชื่อที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้กู้ได้ทุกรูปแบบ แต่ที่จริงแล้วนั้นสินเชื่อ Share Loan ได้ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ซึ่งเป็นการกู้เพื่อใช้ในธุรกิจแบบในข้อ 3 เป็นหลัก


ผมเลยไม่แปลกใจที่หลังจากที่สินเชื่อ Share Loan ได้เปิดตัวไป ผมได้เจอกับผู้ประกอบการหลายรายที่เริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง และหันมาลองมาใช้บริการสินเชื่อ Share Loan โดยการนำหุ้นมาค้ำเงินกู้เพื่อไปลดปัญหาสภาพคล่องของกระแสเงินหมุนเวียนของธุรกิจ หรือจะเป็นการกู้เพื่อมาขยายธุรกิจที่มีอยู่เดิมอยู่แล้วแต่ไม่มีเงินก้อนพอจะลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับ Persona ที่เราได้ออกแบบไว้แต่แรกแล้ว


นอกจากนี้ ยังมีอีกกลุ่มนึงคือ กลุ่มที่มากู้เพื่อขยายธุรกิจในขณะที่ตัวเองมีทุนทรัพย์พออยู่แล้วไม่ได้มีปัญหาทางการเงิน แต่ต้องการใช้เงินกู้จากสินเชื่อ Share Loan เป็นเครื่องมือทางการเงินในการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นหลักการคิดที่อยากเอามาแชร์ในวันนี้ครับ แน่นอนว่าคำถามแรกคือ ”ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แล้วทำไมถึงกู้???” จากที่ได้สัมภาษณ์ผู้ประกอบการณ์กลุ่มนี้มา ผมสามารถสรุปหลักการคิดง่ายๆเป็นตัวอย่างดังนี้


สมมติว่าทำธุรกิจซื้อมาขายไป ได้คำสั่งซื้อของ Lot ใหญ่มาซึ่งต้องลงทุนสั่งซื้อของเป็นงิน 1,000,000 บาท และสามารถนำไปขายต่อให้ลูกค้าได้ในราคา 1,250,000 บาท การลงทุนโดยใช้เงินตัวเองทั้งหมดกับการใช้เงินกู้บางส่วนจะต่างกันดังนี้


กรณีที่ 1 : หากใช้เงินตัวเองทั้งหมด


คุณจะต้องลงทุน 1,000,000 บาท

ขายของได้ 1,250,000 บาท

เหลือกำไร 250,000 บาท

กำไรสุทธิ 250,000 / 1,000,000 = 25%



กรณีที่ 2 : หากใช้เงินตัวเอง 50% และกู้ 50%


คุณจะต้องลงทุน 500,000 บาท + กู้ 500,000 บาท = 1,000,000 บาท

ขายของได้ 1,250,000 บาท

จ่ายคืนเงินกู้ 500,000 บาท

จ่ายดอกเบี้ย (5%) 25,000 บาท

เหลือกำไร 225,000 บาท

กำไรสุทธิ 225,000 / 500,000 = 45%



เราจะเห็นได้ว่า การกู้ในกรณีที่ 2 ใช้เงินลงทุนของตัวเองน้อยลงแต่ยังได้กำไรเท่าเดิม ทำให้อัตรากำไรสุทธิของธุรกิจสูงขึ้น หลังจากหักดอกเบี้ยเงินกู้แล้ว อานิสงส์นี้เกิดขึ้นเพราะว่าอัตรากำไรของธุรกิจ(25%) ที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้(5%) อยู่นั่นเอง และที่สำคัญการกู้ในลักษณะนี้ยังสามารถรักษาสภาพคล่องให้กับธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน ธุรกิจจำเป็นต้องมีสภาพคล่องไว้ใช้จ่ายในยามคับขัน เพื่อทำให้ธุรกิจมีความมั่นคงมากขึ้น หรือสามารถนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนอย่างอื่นได้เป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้อีก


ผมขอสรุปสั้นๆว่า “การไม่เป็นหนี้เป็นบุญอันประเสริฐ” ยังคงเป็นคติถูกต้อง เพราะการกู้หนี้ยืมสินมาบริโภคในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือรายได้ย่อมนำมาซึ่งภาระในอนาคต แต่ในทางกลับกัน การใช้เงินกู้อย่างถูกวิธีและจุดประสงค์ ก็สามารถเป็นเครื่องมือทางการเงินทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตเร็วขึ้นได้อย่างมั่นคงกว่าได้เช่นกัน ฉะนั้นการกู้เงินไม่จำเป็นว่าคุณต้องเดือดร้อนเรื่องเงินเสมอไป


คุณกอบลาภ ไทยทัน

Co-Founder and CXO

กุมภาพันธ์ 2563


#NestiFly #P2PLeanding #ShareLoan

93 views0 comments