Search

ธุรกิจ SMEs กับการปรับตัวในสถานการณ์ COVID-19


ธุรกิจ SMEs กับการปรับตัวในสถานการณ์ COVID-19


  • ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการปรับธุรกิจให้มีช่องทางการโฆษณาและขายสินค้า Online ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • มีการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์และบริการให้เข้ากับความต้องการและข้อจำกัดที่เปลี่ยนไป

  • ปรับปรุงแผนการเงิน ให้สอดคล้องกับรายได้ และความไม่แน่นอนของอนาคต


วิกฤติโควิด 19 ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจทั้งประเทศ จากความต้องการใช้จ่ายที่น้อยลงและการเข้าถึงสินค้าหรือบริการได้ยากขึ้น ส่งผลให้หลาย ๆ ธุรกิจมีรายได้ลดลง หยุดให้บริการ หรือบางรายถึงกับต้องปิดกิจการ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ประกอบการที่ปรับตัวทันและได้รับอานิสงส์จากวิกฤติครั้งนี้ ผมได้พบปะกับ SME หลายรายตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาที่ได้ปรับตัวอย่างมากเพื่อที่จะนำพาธุรกิจของเขาให้ไปต่อได้ ผมสรุปความรู้ใหม่ที่ได้เรียนรู้มา ดังนี้นะครับ



1. การปรับให้ช่องทางการขายและโฆษณาสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการส่วนมากได้ปรับคือ การเพิ่มช่องทางการโฆษณาและขายสินค้าผ่าน Online ส่วนที่มีอยู่แล้วก็ได้มีการขยายช่องทางหรือพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถสังเกตได้จากตลาดค้าปลีกออนไลน์ในไทยที่เติบโตขึ้นกว่าเดิมในปี 2019 จาก 163,300 ล้านบาท เพิ่มเป็น 220,000 ล้านบาท ในปลายปี 2020 รวมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 35% ซึ่งสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งตัวเลขนี้ ครอบคลุมจำนวนผู้บริโภคผ่าน Delivery Platform, E-Commerce Platform และช่องทาง Social Media ต่าง ๆ และครอบคลุมผู้ใช้งานที่เป็นผู้มีอายุมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จุดที่น่าสนใจคือ สถานที่/ทำเล (Location) ไม่ใช่ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) อีกต่อไป เพราะบนโลกออนไลน์ สถานที่/ทำเล (Location) ของทุกคนถูกย้ายมาอยู่บนหน้าจอมือถือหรือแลปทอปเท่ากัน การแข่งขันเลยเหลือแค่คุณภาพของสินค้า การนำเสนอ การเลือกช่องทางที่เหมาะสม และการซื้อโฆษณาในการเพิ่ม Exposure ให้ธุรกิจตัวเอง ชึ่งในปีที่ผ่านมา มีร้านอาหารหลายร้านที่อยู่ในสถานที่หรือทำเลที่ไม่โดดเด่นมาก แต่สามารถทำยอดขายได้มากกว่าตอนก่อนเปิดหน้าร้าน หลังจากหันมาปรับปรุงช่องทางการขายและโฆษณาออนไลน์ ในขณะที่ร้านอาหารประเภท Fine Dining ที่ไม่เอื้อต่อการทำ Delivery จึงได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ ทั้ง ๆ ที่ร้านตั้งอยู่ใจกลางเมือง


2. การเปลี่ยนรูปแบบสินค้า/บริการให้เข้ากับข้อจำกัดใหม่ ๆ


การปิดประเทศ มาตรการระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และมาตราการต่าง ๆ ที่รัฐบาลประกาศใช้ ทำให้หลาย ๆ ธุรกิจไม่สามารถให้บริการได้เหมือนเดิม และส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของสินค้าและบริการ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบของธุรกิจให้ตัวเองยังสามารถสร้างรายได้ต่อไปได้ โดยใช้ทรัพยากรและจุดแข็งของตัวเองที่มีอยู่ เช่น หลาย ๆ โรงแรมที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าพัก ก็พยายามขายบริการ STAYCATION ให้กับคนไทย ทำเมนูร้านอาหารในโรงแรมมาขายบน Delivery Platform ซึ่งเป็นสิ่งที่คงไม่เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว หรือคลินิกเสริมความงามบางแห่งที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ ก็ได้ปรับตัวอย่างรวดเร็วจากการขายบริการคอร์ส Treatment ในร้าน มาเป็นเพิ่มการขายผลิตภัณฑ์เสริมความงามขายทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้ธุรกิจยังคงมีรายได้เข้ามา โดยใช้ความน่าเชื่อถือของร้านมาเป็นจุดขาย แม้จะยังไม่สามารถเปิดบริการได้ตามปกติ




3. การปรับโครงสร้างระบบการเงินของบริษัท


การปรับตัวของธุรกิจที่สำคัญที่สุดคือการปรับโครงสร้างระบบการเงินของบริษัท ซึ่งมักจะเริ่มจากการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นให้ได้มากที่สุดให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง เพื่อที่จะให้กระแสเงินสดที่เหลืออยู่นำพาธุรกิจไปได้นานที่สุด ซึ่งในหลาย ๆ ธุรกิจรวมถึงการลดเงินเดือนของพนักงาน หรือลดจำนวนพนักงานด้วย รองมาก็เป็นการต่อรองเจ้าหนี้ ให้ยืดเวลาชำระหนี้ออกไปและขอลดราคาสินค้าหรือบริการ เพื่อรักษาสภาพคล่องของธุรกิจ เนื่องจากรายได้ที่เข้ามาลดลงและช้าลง


อีกวิธีคือการขอสินเชื่อธนาคาร เพื่อที่จะมาหล่อเลี้ยงธุรกิจให้ไปต่อได้หรือนำมาเป็นเงินสำรองในกรณีที่วิกฤติยืดยาวกว่าที่คิด ซึ่งตรงนี้แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตราการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษเพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ แต่ในความเป็นจริงธนาคารยังคงใช้กฎเกณฑ์เดิมในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้ และหันมาให้ความสนใจบริการด้านการเงินไหม่ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อ Factoring, Crowd Funding, P2P Lending อย่างเช่น สินเชื่อ Share Loan ของ NestiFly นวัตกรรมเหล่านี้ได้เข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างที่สถาบันการเงินทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์ได้ และช่วยประคองหลายธุรกิจให้ไปต่อได้



จะเห็นได้ว่า ธุรกิจที่พร้อมที่จะปรับตัวจะมีโอกาสอยู่รอดและไปต่อได้ การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดภายใต้แรงกดดัน บวกกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงวิกฤตินี้เอง ที่จะเป็นตัวเร่งปฏิกริยาให้ผู้ประกอบการเปิดใจกับนวัตกรรม (Innovation) ใหม่ ๆ เร็วขึ้น ในสถานการณ์ที่วิธีแก้ไขเดิมๆอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ส่งผลให้นวัตกรรมเหล่านี้แพร่หลายเร็วขึ้นและอาจกลายเป็น New Normal ในที่สุด แต่สิ่งที่ยังไม่มีใครบอกได้คือพฤติกรรมของผู้บริโภคว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมมากน้อยแค่ไหนหลังจากวิกฤติผ่านพ้นไป แต่ผลพลอยได้จากวิกฤติรอบนี้คือ การที่ผู้ประกอบการหลายราย ได้เพิ่มช่องทางการหารายได้และเรียนรู้วิธีการใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ มาช่วยให้ธุรกิจของตัวเองอยุ่รอดและ “มีภูมิต้านทาน” มากขึ้น




คุณกอบลาภ ไทยทัน

Co-Founder and CXO


พฤษภาคม 2564

58 views0 comments