Search

Money Management กลยุทธ์เสริมแกร่งให้กับพอร์ตลงทุน



เชื่อว่านักลงทุนหลาย ๆ คนคงมีระบบเทรดหรือเทคนิกการวิเคราะห์กราฟที่แม่นยำและสามารถทำกำไรได้เป็นอย่างดี แต่หารู้ไม่ว่าต่อให้มีระบบเทรดที่ยอดเยี่ยมมากแค่ไหน หากขาดการทำ Money Management ก็อาจทำให้พอร์ตของคุณไม่ต่างจากการพนันไปเลยก็ว่าได้ เปรียบเสมือนการรู้จักแค่วิธีทำกำไรแต่ไม่รู้จักวิธีป้องกันการขาดทุนซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนได้


บทความในตอนนี้ NestiFly จะมาอธิบายให้ทุกคนได้รู้จักกับ Money Management พร้อมยกตัวอย่างวิธีการใช้งานให้เห็นกัน และสามารถนำไปปรับใช้กับพอร์ตการลงทุนของตนเองได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น หุ้น, Cryptocurrency, Forex หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ถ้าพร้อมกันแล้วไปดูกันเลย….


Money Management คืออะไร?

Money Management หรือ MM คือกลยุทธ์การบริหารเงินทุนที่อยู่บนหน้าตักของเราเพื่อนำไปใช้ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น สามารถกำหนดความเสี่ยงได้ และเห็นข้อได้เปรียบสำหรับแต่ละรอบการลงทุน


ทำไม Money Management จึงสำคัญ?

นักลงทุนหลายคนอาจเคยเจอกับเหตุการณ์ที่ว่าสามารถทำกำไรได้หลายรอบการลงทุนหรือกล่าวคือมี win rate รวมที่สูงนั้นเอง แต่เมื่อลองดูที่ผลลัพธ์ของการลงทุนกลับพบว่าไม่ได้ทำกำไรที่มากนักตามจำนวนรอบที่ชนะตลาดหรือบางรายอาจถึงขั้นขาดทุนไปเลยก็ได้ สาเหตุหลัก ๆ มาจากการที่จำนวนรอบที่ขาดทุนเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น แต่สามารถทำให้พอร์ตเราสูญเงินเป็นจำนวนมากพอที่จะทำให้หักล้างกับกำไรที่ทำมาทั้งหมดได้ ด้วยเหตุนี้หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ Money Management คือการเข้ามาช่วยบริหารพอร์ตของเราให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สามารถจัดการเงินทุนที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นเอง


เพื่อให้สามารถเห็นภาพและเข้าใจได้มากขึ้น NestiFly จึงขอนำเสนอตัวอย่างวิธีการทำ Money Managment ให้เข้าใจกัน


Risk of Ruin & Position Size

Risk of Ruin หากแปลตรงตัวหมายถึงความเสี่ยงที่พอร์ตของเราจะล้มละลาย กล่าวคือเป็นการกำหนดเปอร์เซ็นเทียบกับเงินทั้งพอร์ตลงทุนเพื่อบ่งชี้ว่าเราจะยอมให้ขาดทุนได้ในแต่ละรอบการลงทุนเท่าไร

สมมติว่าเรามีเงินในพอร์ตรวมทั้งสิ้นอยู่ 1 ล้านบาท หากกำหนดให้ Risk of Ruin เป็น 1% นั่นหมายความว่าในทุก ๆ ครั้งที่ลงทุนผิดทางแล้วได้ทำการ Stoploss เราจะยอมให้เสียเงินตรงนั้นได้ไม่เกิน 1% ของพอร์ตหรือกรณีนี้คือ 1 หมื่นบาทนั้นเอง ดังนั้นสำหรับตัวอย่างนี้จะเห็นว่าพอร์ตจะล้มละลายก็ต่อเมื่อลงทุนผิดทางต่อเนื่อง 100 ครั้ง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ถือว่าเป็นไปได้ยากมาก

โดยทั่วไปการกำหนด Risk of Ruin จะพิจารณาควบคู่กับ Position Size ซึ่งก็คือการตัดสินใจว่าเราควรที่จะวางเงินลงทุนเท่าไรในรอบ ๆ หนึ่ง จากตัวอย่างภาพด้านล่างจะเห็นว่าเราได้มีการตั้ง Risk of Ruin ที่ 1 % หรือ 1 หมื่นบาทจากเงินลงทุนในพอร์ต 1 ล้านบาท โดยสมมติว่าหลังจากพิจารณากราฟราคาของสินทรัพย์ที่ลงทุนแล้วเราได้ตั้ง Stoploss ไว้ที่ 7% เนื่องจากมองว่าเป็นราคาที่ไม่เหมาะสมที่ควรถือ position ต่อ ดังนั้นเพื่อให้จำนวนเงินที่เสียในกรณีลงทุนผิดทางเป็น 1 หมื่นบาทพอดี เราจึงควรที่จะวาง Postion Size ในรอบนี้เป็นเงิน 10,000/(7%) ≈ 142,857 บาทนั้นเอง

จะเห็นว่าการกำหนด Risk of Ruin และ Position Size นอกจากจะช่วยให้พอร์ตของเรามีความปลอดภัยแล้วยังช่วยให้เวลาที่ขาดทุนไม่เสียเงินมากจนเกินไปและสามารถนำเงินส่วนที่เหลือไปลงทุนต่อเพื่อแก้เกมได้อีกด้วย



Risk Reward Ratio

Risk Reward Ratio หรือ RR คือสัดส่วนระหว่างความเสี่ยงจากผลการขาดทุน (Risk) กับผลตอบแทน (Reward) ที่จะได้รับในรอบการลงทุนนั้น ๆ ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้เราประเมินได้ว่า ณ จุดราคาที่เราเข้าซื้อหน่วยลงทุนนั้นนับว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงและน่าลงทุนมากน้อยแค่ไหน


ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราได้สัญญานของการเข้าซื้อในหุ้นตัวหนึ่ง แล้วปรากฏว่าได้หุ้นดังกล่าวมาในราคา 30 บาท หากด้วยการวิเคราะห์กราฟคาดว่าราคาสามารถ run trend ขึ้นไปได้ถึง 35 บาทได้ก่อนที่อาจจะต้องเจอกับแรงขายและย่อตัวลง เราจึงกำหนดราคา 35 บาทเป็นจุด Take Profit และหากเรามองว่าถ้าราคาปิดต่ำกว่า 28 บาท จะถือว่าเลือกลงทุนผิดทาง ดังนั้นจึงอาจกำหนดราคาดังกล่าวเป็นจุด Stop Loss การคำนวณ RR คิดจากการนำส่วนต่างของราคาเข้าซื้อกับจุด Stop Loss มาหารด้วยส่วนต่างของจุด Take Profit กับ ราคาเข้าซื้อ สำหรับตัวอย่างนี้จะได้ RR เป็น (30-28)/(35-30) = 0.4 หรือเขียนเป็นสัดส่วน Risk:Reward จะได้ 1 : 2.5 นั้นเอง


โดยทั่วไปแล้ว RR ที่พอสามารถเสี่ยงลงทุนระยะสั้นได้จะอยู่ที่ 1:2 และจะถือว่าดีมากเหมาะสมที่จะลงทุนแล้วถือยาวได้เมื่อมี RR ตั้งแต่ 1:3 ขึ้นไป ทั้งนี้การที่ราคาจะขึ้นไปถึงจุด Take Profit หรือชน Stop Loss ก่อนนั้นขึ้นกับระบบเทรดและการวิเคราะห์กราฟของแต่ละคนทั้งสิ้น RR สามารถช่วยบอกได้เพียงว่าจุดที่เราเลือกเข้าลงทุนนั้นถือว่าได้เปรียบมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น


การแบ่งไม้เข้าลงทุน

เนื่องจากไม่มีระบบเทรดแบบไหนที่สามารถทำนายราคาของสินทรัพย์ลงทุนได้อย่างถูกต้อง 100% ถึงแม้จะคาดการณ์ว่าจุด ๆ หนึ่งเป็นจุดที่น่าเข้าลงทุนแต่ก็ใช่ว่าราคาจะดำเนินเป็นตามที่คิดเสมอไป วิธีหนึ่งที่ช่วยกระจายความเสี่ยงคือ การแบ่งไม้เข้าลงทุน

สมมติว่าตอนนี้ราคาหุ้นตัวหนึ่งกำลังอยู่ในช่วงขาลง และเรากำลังมองหาจังหวะเพื่อทำการเข้าซื้อเพิ่ม วิธีที่ควรทำคือการแบ่งไม้สำหรับเข้าซื้อในแต่ละช่วงของราคาซึ่งอาจเลือกใช้เป็นแต่ละแนวรับของหุ้นตัวนั้น โดยสัดส่วนของเงินที่ลงทุนในแต่ละไม้อาจประเมินจากความแข็งแรงของแนวรับนั้น ๆ


การแบ่งไม้เข้าลงทุนนั้นดีกว่าการลงทุนในราคา ๆ เดียว เนื่องจากเป็นการเฉลี่ยราคาที่เข้าซื้อทำให้เมื่อราคาหุ้นถึงจุดกลับตัว เราจึงได้ราคาที่ไม่ถือว่าแพงจนเกินไปสามารถได้ส่วนต่างของกำไรที่เหมาะสม โดยทั่วไปการแบ่งไม้เข้าจะนิยมกับการลงทุนประเภทพื้นฐานหรือถือยาวเนื่องจากสิ่งที่ลงทุนนั้นเรามองว่าภาพใหญ่มีแนวโน้มที่มูลค่าจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นเพื่อให้ได้ราคาเข้าลงทุนที่เหมาะสมและไม่แพงจนเกินไปจึงทำการแบ่งไม้เข้าลงทุนตามแนวรับราคาเมื่อเกิดการย่อของสินทรัพย์นั้น ๆ


ด้วยวิธีการทำ Money Management ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะไม่มีประโยชน์เลยหากนักลงทุนขาดวินัยที่จะปฏิบัติตาม การลงทุนที่ดีต้องไม่ปล่อยให้กำไรกลายเป็นขาดทุนและไม่ปล่อยให้การขาดทุนกลายเป็นการขาดทุนเพิ่มขึ้น ดังนั้นเราจึงต้องบริหารเงินลงทุนอย่างเป็นระบบซึ่งหากทำได้ดังนี้แล้ว พอร์ตลงทุนของเราก็จะมีความปลอดภัยมากขึ้นและสามารถประสบความสำเร็จในตลาดการลงทุนได้ไม่ยาก


30 views0 comments