HeaderBWide_edited.jpg

FREQUENTLY ASKED QUESTIONS

ข้อสงสัยของคุณ สามารถหาคำตอบได้ที่นี่

คำถามทั่วไป

1. NestiFly คืออะไร


NestiFly คือแพลตฟอร์มสินเชื่อออนไลน์ระหว่างบุคคลกับบุคคล ในรูปแบบของ Peer-to-Peer Lending Platform (P2P Lending) เปรียบเสมือนตลานสินเชื่อออนไลน์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ขอสินเชื่อที่มีคุณภาพให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกยิ่งขึ้นกับนักลงทุนที่กำลังมองหาช่องทางใหม่ๆ ในการสร้างผลตอบแทน ผ่านระบบ Smart Contract บนเทคโนโลยี Blockchain




3. Peer-to-Peer Lending คืออะไร และอยู่ภายใต้กฏหมายใด


Peer-to-Peer Lending คือ การกู้ยืมระหว่างบุคคลกับบุคคลผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีแพลตฟอร์มเป็นตัวกลางในการทำหน้าที่จับคู่ระหว่างผู้ขอสินเชื่อและนักลงทุน และมีหน้าที่จัดทำสัญญาเงินกู้ แพลตฟอร์มสินเชื่อระหว่างบุคคลกับุคคล (Peer-to-Peer Lending Platform) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 4/2562 เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล โดยคุณสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่




8. LTV  (Loan-to-Value) คืออะไร


LTV หรือ Loan-to-Value คือ อัตราส่วนมูลค่าสินเชื่อต่อหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น ถ้าหลักทรัพย์ของคุณมีมูลค่า 1,000,000 บาท และคุณเลือกระดับ LTV ที่ 40% นั่นหมายความว่า คุณต้องการสินเชื่อมูลค่า 400,000 บาท เป็นต้น




4. สิ่งที่ผู้ใช้บริการต้องเตรียมสำหรับการลงทะเบียนและกระบวนการพิสูจน์ตัวตนมีอะไรบ้าง


1. บัตรประชาชน (ตัวจริง)

2. พาสปอร์ต (เล่มจริง)

3. โทรศัพท์มือถือระบบแอนดรอย์ (Android) ที่รองรับเทคโนโลยี NFC




6. กรณีที่คุณไม่มีโทรศัพท์มือถือที่มีเทคโนโลยี NFC จะต้องทำอย่างไร


ในปัจจุบันเทคโนโลยี NFC ยังใช้ได้แค่ในโทรศัพท์ระบบแอนดรอยด์ (Andriod) ในบางรุ่นเท่านั้น ดังนั้นในกรณีที่ผู้ใช้บริการไม่มีโทรศัพท์แอนดรอยด์ที่มีเทคโนโลยี NFC ทีม NestiFly แนะนำให้ผู้ใช้บริการหาโทรศัพท์เทคโนโลยี NFC เครื่องอื่น ช่วยในการทำขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตน หรือติดต่อเข้ามาที่ NestiFly เพื่อให้เราได้ส่งทีมดูแลลูกค้าไปช่วยผู้ใช้บริการในการดำเนินขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตน




7. ถ้าสแกน Passport ไม่ผ่านต้องทำอย่างไร


ในกรณีที่คุณสแกน Passport ไม่ผ่านอาจจะมีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุ กรุณาควรตรวจสอบตามขั้นตอนดังข้อต่อไปนี้

  • ตรวจสอบข้อมูล Passport ที่กรอกไปก่อนหน้านี้ว่า ข้อมูลถูกต้องครบถ้วนหรือไม่
    1. หมายเลข Passportจะต้องเป็นอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ใหญ่เท่านั้น
    2. วันเดือนปีเกิดและวันหมดอายุของ Passport จะต้องใส่เป็น ค.ศ.
    3. ตรวจสอบว่าสมาร์ทโฟนของคุณเปิดใช้งานฟังก์ชั่น NFC หรือยัง โดยสามารถตรวจสอบได้ในแอป setting ของแต่ละเครื่อง
    4. ทดลองเปลี่ยนตำแหน่งในการสแกนพาสปอร์ต
หากไม่สามารถดำเนินการได้ คุณสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ของ NestiFly ได้ที่ 098-189-9882




9. LTV Alert และ Forced Sale คืออะไร


ในระหว่างระยะเวลาสินเชื่อ ระบบ NestiFly จะมีการติดตามมูลค่าหลักประกันของสินเชื่อเป็นรายวัน เพื่อคำนวณระดับ LTV ของแต่ละสัญญาเงินกู้

  1. LTV ALERT (ระดับ LTV ≥65 %) - หากระดับ LTV ของสัญญาเงินกู้แตะที่ระดับ LTV ≥65 % ระบบ NestiFly จะดำเนินการแจ้งเตือนผู้กู้ (LTV Alert) เพื่อให้ผู้กู้ดำเนินการแก่ไขเพื่อปรับลดระดับ LTV ให้กลับสู่ระดับเริ่มต้น
  2. FORCED SALE (ระดับ LTV ≥ 75%) - หากระดับ LTV ไต่ระดับขึ้นไปอยู่ในระดับ LTV ≥ 75% ระบบ NestiFly จะดำเนินการบังคับขายหลักประกัน (Forced Sales) เพื่อชำระหนี้
  3. Forced Sale (หลังครบกำหนดสัญญา) – หากผู้กู้ผิดนัดชำระและ/หรือชำระหนี้คืนภายในระยะเวลาที่กำหนด ระบบ NestiFly จะดำเนินการบังคับขายหลักประกันเพื่อชำระหนี้คืน




5. เทคโนโลยี NFC (Near-Field Communication) คืออะไร และใช้งานอย่างไร


NFC หรือ Near Field Communication คือเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลไร้สายระยะสั้นประเภทหนึ่ง ที่สามารถส่งต่อข้อมูลด้วยคลื่นความถี่ในระยะใกล้ระหว่างโทรศัพท์แบบ smart phone หรือ Tablet ต่าง ๆ ได้ โดย NestiFly นำเทคโนโลยีตัวนี้มาใช้ในขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตน (e-KYC) เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการ คุณสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่




2. Share Loan by NestiFly คืออะไร


SHARE LOAN by NestiFly เป็นผลิตภัณฑ์แรกของแพลตฟอร์ม NestiFly ซึ่งเป็นสินเชื่ออเนกประสงค์ที่ใช้หุ้นในดัชนี SET100 เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยมีบล. บัวหลวงเป็นผู้ดูแลหลักทรัพย์และการโอนเงินให้





ผู้ขอสินเชื่อ

1. ใครสามารถขอสินเชื่อผ่าน Share Loan by NestiFly ได้บ้าง


ผู้ที่สามารถขอสินเชื่อ Share Loan by NestiFly ได้จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  1. บุคคลธรรมดา
  2. อายุ 20 ปีขึ้นไป
  3. สัญชาติไทย และพำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย
  4. มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และ “บัญชีหลักทรัพย์เพื่อการลงทุนและรักษาหลักทรัพย์” (บัญชี P2P) กับบริษัทหลักทรัพย์ บล. บัวหลวง จำกัด
  5. มีคะแนนรายงานเครดิต (NCB Score) ไม่ต่ำกว่า “DD”




3. การขอสินเชื่อ Share Loan by NestiFly ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง


ผู้ขอสินเชื่อจะต้องมีรายงานข้อมูลเครดิต (NCB) แบบมีคะแนนเครดิต ในกรณีที่ผู้ขอสินเชื่อมีรายงาน NCB แล้ว ให้ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร ดังนี้

  • รายงาน NCB ต้องมีอายุไม่เกิน 6 เดือน
  • รายงาน NCB ต้องมีคะแนนเครดิตระบุในหน้าสุดท้ายของรายงาน

หากไม่มีรายงาน NCB ผู้กู้จะต้องขอรายงาน NCB โดยระบุการขอเป็นแบบมีคะแนนเครดิตด้วย สามารถขอได้ที่จุดบริการของเครดิตบูโร
(ทาง NTF และ BLS ไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขอรายงานดังกล่าว)




4. วงเงินที่สามารถขอสินเชื่อได้คือเท่าไหร่


วงเงินสินเชื่อขั้นต่ำที่ผู้ขอสินเชื่อสามารถขอได้คือ 50,000 บาทต่อสัญญา และได้สูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาทต่อสัญญา




5. สินเชื่อ Share Loan มีค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง


ในกรณีทั่วไป การขอสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์ม NestiFly จะมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังนี้

  1. ค่าธรรมเนียมการใช้บริการแพลตฟอร์ม ประมาณ 1.5% - 2.0% ของมูลค่าสินเชื่อ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการขอสินเชื่อ
  2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยคำนวณจาก 7% ของค่าธรรมเนียมในการใช้บริการแพลตฟอร์ม
  3. ค่าอากรแสตมป์ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร หมวด 6 อากรแสตมป์ (ทุกจำนวนเงิน 2,000 บาท หรือเศษของเงิน 2,000 บาท แห่งยอดเงินที่กู้ยืม จะมีค่าอากรแสตมป์ 1 บาท)
*ค่าใช้จ่ายในข้อ 1. 2. และ 3. จะเรียกเก็บก็ต่อเมื่อสามารถจับคู่เงินลงทุนได้แล้ว และจะหักออกจากเงินที่ผู้ขอสินเชื่อจะได้รับ ณ วันที่เริ่มทำสัญญา ในบางกรณีที่ผู้ขอสินเชื่อไม่สามารถชำระคืนสินเชื่อได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
  1. ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ กรณีที่เกิดการบังคับขายหลักประกัน ผู้ขอสินเชื่อจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ตามที่บริษัทหลักทรัพย์กำหนด
  2. ดอกเบี้ยผิดนัด กรณีผู้ขอสินเชื่อไม่สามารถชำระคืนสินเชื่อได้ภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญาเงินกู้ ผู้ขอสินเชื่อจะต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยผิดนัดในอัตรา 15% ต่อปี โดยคิดเป็นรายวัน




6. กระบวนการขอสินเชื่อต้องใช้เวลานานเท่าไหร่


หลังจากผู้ขอสินเชื่อกดยืนยันการส่งคำขอสินเชื่อแล้ว ระบบจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 วันในการพิจารณาคำขอสินเชื่อ และถ้าคำขอสินเชื่อผ่านการอนุมัติ ระบบจะเริ่มจับคู่คำขอสินเชื่อทันที ในกรณีที่มีเงินพร้อมลงทุนตรงกับเงื่อนไขในคำขอสินเชื่อ ผู้ขอสินเชื่อจะได้รับเงินอย่างเร็วที่สุดภายใน 1 วันทำการ




7. ผู้ขอสินเชื่อสามารถยกเลิกคำขอสินเชื่อได้หรือไม่


ผู้ขอสินเชื่อสามารถยกเลิกคำขอสินเชื่อได้ตลอดเวลาก่อนการจับคู่กับเงินลงทุนจะสำเร็จ โดยผู้ขอสินเชื่อสามารถกดปุ่ม “ยกเลิกคำขอสินเชื่อ” ได้ในหน้า My Port ในแอปพลิเคชั่น Share Loan by NestiFly




8. ผู้ขอสินเชื่อจะได้รับเงินกู้จากช่องทางไหน


เมื่อคำขอสินเชื่อได้รับการจับคู่ ผู้ขอสินเชื่อจะได้รับเงินผ่านทางบัญชีหลักทรัพย์เพื่อการลงทุนและรักษาหลักทรัพย์ หรือ บัญชี P2P และผู้ขอสินเชื่อสามารถถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวได้ ตามขั้นตอนการถอนเงินออกจากบัญชีหลักทรัพย์บัวหลวงทั่วไป ศึกษาขั้นตอนการถอนเงินผ่านระบบ Bualuang iTrading ได้ ที่นี่ ศึกษาขั้นตอนการถอนเงินผ่านแอปพลิเคชั่น Streaming ได้ ที่นี่




9. ขั้นตอนในการชำระคืนสินเชื่อทำอย่างไร


ระบบจะแจ้งวันครบกำหนดชำระคืนสินเชื่อให้ผู้ขอสินเชื่อทราบล่วงหน้า 7 วัน

ในวันที่ครบกำหนดชำระคืนสินเชื่อ ให้ผู้ขอสินเชื่อนำฝากยอดชำระคืนสินเชื่อเข้าในบัญชีหลักทรัพย์เพื่อการลงทุนและรักษาหลักทรัพย์ (บัญชี P2P) ภายในเวลา 14.00 น. หลังจากนั้นระบบจะทำการตัดยอดเพื่อโอนคืนให้แก่นักลงทุนโดยอัตโนมัติ หากไม่สามารถชำระคืนได้ครบถ้วนในเวลาดังกล่าว จะถือว่าผู้ขอสินเชื่อผิดนัดชำระและระบบจะดำเนินการตามขั้นตอนการบังคับขายหลักประกันต่อไป




2. ผู้ขอสินเชื่อสามารถใช้หุ้นหลายตัวมาเป็นหลักประกันได้หรือไม่


ผู้ขอสินเชื่อสามารถนำหุ้นกี่ตัวมาเป็นหลักประกันก็ได้ แต่หุ้นทั้งหมดจะต้องอยู่ในรายชื่อหลักประกันที่ แพลตฟอร์ม NestiFly กำหนด

หากหุ้นที่นำมาใช้ใน 1 คำขอสินเชื่อมาจากทั้งกลุ่ม MAX50 และ MAX40 ระบบจะสร้างแยกการทำสัญญาเงินกู้เป็น 2 สัญญาสำหรับหุ้นแต่ละกลุ่ม





นักลงทุน

1. ใครสามารถลงทุนผ่าน Share Loan by NestiFly ได้บ้าง


สำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดา

  1. บุคคลธรรมดา

  2. อายุ 20 ปีขึ้นไป

  3. สัญชาติไทย และพำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย

  4. มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และ “บัญชีหลักทรัพย์เพื่อการลงทุนและรักษาหลักทรัพย์” (บัญชี P2P) กับบริษัทหลักทรัพย์ บล. บัวหลวง จำกัด

  5. ลงทุนผ่าน P2P Lending Platform ทุกรายรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท ในรอบ 12 เดือน (self-declare)

สำหรับนักลงทุนรายนิติบุคคลหรือรายสถาบัน

  1. ผู้ลงทุนสถาบัน กิจการร่วมทุน นิติบุคคลร่วมทุน หรือผู้ลงทุนที่มีลักษณะเฉพาะ ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนว่าด้วยการเสนอขายหลักทรัพย์ผ่านระบบคราวด์ฟันดิง โดยสามารถให้สินเชื่อได้โดยไม่จำกัดจำนวน




2. นักลงทุน Share Loan by NestiFly ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง


หากนักลงทุนมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์บัวหลวงอยู่แล้ว นักลงทุนสามารถลงทุนผ่านแพลตฟอร์มได้เลยโดยไม่ต้องใช้เอกสารใด ๆ เพิ่มเติมนอกจากเอกสารสำหรับขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตน (e-KYC) แต่ถ้านักลงทุนยังไม่มีบัญชีหลักทรัพย์บัวหลวง นักลงทุนจะต้องเตรียมเอกสารสำหรับการพิสูจน์ตัวตนและการเปิดบัญชีบัวหลวงใหม่




6. นักลงทุนสามารถยกเลิกคำสั่งลงทุนได้หรือไม่


การลงทุนผ่าน NestiFly จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อนักลงทุนกำหนดเกณฑ์การลงทุนและโอนเงินเข้าบัญชี P2P ดังนั้นหากนักลงทุนมีความประสงค์ที่จะยกเลิกคำสั่งลงทุน ให้นักลงทุนสั่งถอนเงินออกจากบัญชี P2P โดยนักลงทุนสามารถถอนเงินที่ยังไม่ได้ลงทุนออกจากบัญชีดังกล่าวได้ตลอดเวลา




7. การลงทุนใน Share Loan by NestiFly มีค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง


ในปัจจุบัน แพลตฟอร์ม NestiFly ยังไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการลงทุนจากนักลงทุน




8. ระบบมีวิธีการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่นำมาเป็นหลักประกันอย่างไร


NestiFly คัดเลือกหลักทรัพย์ที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้ จากการทดสอบความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ย้อนหลัง โดยหลักทรัพย์ที่มีความผันผวนของราคาสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ทาง NestiFly จะไม่อนุญาตให้นำมาเป็นหลักประกัน เพื่อบริหารความเสี่ยงให้แก่นักลงทุน โดย NestiFly จะมีการทบทวนรายชื่อหุ้นทุกๆ 3 เดือน

นอกจากนี้ในกรณีที่มีเหตุการณ์ผิดปกติที่อาจส่งผลให้หุ้นตัวใดตัวหนึ่งมีความผันผวนของราคารุนแรง ระบบสามารถรถอดหุ้นตัวดังกล่าวออกจากรายชื่อหุ้นหลักประกันได้ทันที




10. NestiFly มีความถี่ในการประเมินมูลค่าหลักประกันมากน้อยเพียงใด


ทุกสิ้นวัน หลังจากทราบราคาปิดจากตลาดหลักทรัพย์




4. นักลงทุนสามารถปล่อยวงเงินลงทุนได้เท่าไหร่


วงเงินขั้นต่ำของการปล่อยสินเชื่อเริ่มต้นที่ 10,000 บาท โดย

  1. กรณีบุคคลธรรมดา วงเงินสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท ในรอบ 12 เดือน
    • นักลงทุนกำหนดนวงเงินลงทุนสูงสุดต่อสัญญา (10,000 - 50,000 บาท)
  2. กรณีผู้ลงทุนสถาบัน กิจการร่วมลงทุน นิติบุคคลร่วมลงทุน หรือผู้ลงทุนที่มีลักษณะเฉพาะ ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนว่าด้วยการเสนอขายหลักทรัพย์ผ่านระบบคราวด์ฟันดิง สามารถให้สินเชื่อได้โดยไม่จำกัดจำนวน




3. นักลงทุนสามารถกำหนดเกณฑ์การลงทุนอะไรได้บ้าง


นักลงทุนจะสามารถกำหนดเกณฑ์ความเสี่ยงสูงสุดที่ยอมรับได้ ผ่านเงื่อนไขการลงทุนทั้งหมด 3 เกณฑ์ คือ

  1. กลุ่มหุ้นที่สามารถใช้เป็นหลักประกัน (MAX50 และ/หรือ MAX40)
  2. ระดับ LTV สูงสุดที่ยอมรับได้ (LTV 30% - 50%
  3. ระยะเวลาสูงสุดในการปล่อยสินเชื่อ (3 - 6 เดือน)
  4. จำนวนเงินลงทุนสูงสุดต่อสัญญา (10,000 - 50,000 บาท)




5. นักลงทุนจะสามารถโอนเงินเข้า-ออกจากบัญชี P2P ได้อย่างไร


นักลงุทนสามารถโอนเงินเข้าบัญชี P2P ได้โดยตรงเช่นเดียวกับบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ทั่วไป เช่น ผ่านช่องทาง Bill Payment, E-ATS หรือช่องทางอื่นๆ ที่ บล. บัวหลวง กำหนด หรือจะโอนระหว่างบัญชีอื่นๆ และบัญชี P2P ก็ได้ โดยคุณสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่




9. หากหุ้นที่เป็นหลักประกันที่ปล่อยสินเชื่อไปแล้วหลุดออกจากดัชนี SET100 NestiFly จะดำเนินการอย่างไร


NestiFly จะทำการปรับรายชื่อหลักทรัพย์ที่อนุญาตให้นำมาเป็นหลักประกันให้สอดคล้องกัน แต่สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว สัญญาดังกล่าวก็จะมีผลไปจนถึงวันครบกำหนด โดยทาง NestiFly ก็จะคอยติดตามมูลค่าหลักประกันอย่างใกล้ชิดตามปกติ




11. นักลงทุนสามารถดาวน์โหลดสัญญาเงินกู้ได้ที่ไหน


นักลงทุนสามารถตรวจสอบและดาวน์โหลดรายละเอียดสัญญาเงินกู้ (ฉบับไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของคู่สัญญา) ได้ในแอปพลิเคชัน Share Loan by NestiFly บนหน้า My Port




12. ในกรณีเงินที่ได้จากการบังคับขายหลักประกันทั้งหมด ไม่เพียงพอต่อการชำระคืนสินเชื่อจะทำอย่างไร


NestiFly จะให้เวลาผู้ขอสินเชื่ออีก 10 วันทำการ เพื่อนำเงินมาชำระสินเชื่อคงค้างและดอกเบี้ยผิดนัดหากผู้ขอสินเชื่อไม่สามารถนำเงินมาชำระได้ภายในวันและเวลาที่กำหนด NestiFly จะทำการระงับบัญชีผู้ใช้ และจัดส่งสัญญาฉบับเปิดเผยข้อมูลคู่สัญญาให้แก่นักลงทุนทุกราย เพื่อให้นักลงทุนนำนำไปใช้ดำเนินการทางกฏหมายต่อไป




13. นักลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มเติมจากการที่มูลค่าหลักประกันเพิ่มขึ้นหรือไม่


ไม่มี เนื่องจาก NestiFly จะทำการบังคับขายหลักประกันแค่ให้เพียงพอต่อการชำระคืนสินเชื่อเท่านั้น เงินส่วนเกินจากการบังคับขายหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือหุ้นที่เหลืออยู่จะถูกส่งคืนให้ผู้ขอสินเชื่อ




14. ดอกเบี้ยที่ได้จากการลงทุนผ่าน NestiFly ต้องเสียภาษีหรือไม่


ต้องเสียภาษี โดย NestiFly จะส่งสรุปผลตอบแทนที่คุณได้ตลอดทั้งปีไปทางอีเมล ให้คุณนำยอดผลตอบแทนไปยื่นรายงานต่อสรรพากร เพื่อคำนวณรวมกับเงินได้และชำระภาษีของปีนั้น ๆ